วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารไร้สาย ยุค 3G

เทคโนโลยี 3G คืออะไร?

  • 3G หรือ Third Generation
  • เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3
  • ยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยี ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน
  • ใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น

ลักษณะการทำงานของ 3G

  • ช่องสัญญาณความถี่,ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า
  • ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น
  • สามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น
  • บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ, รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ

เทคโนโลยี 3G น่าสนใจอย่างไร

  • สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น
  • สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ
  • สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น
  • ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา ,วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป
  • ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
  • ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว
  • คุณสมบัติหลักของ 3G คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล
  • การเสียค่าบริการ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย

เทคโนโลยี 3 G

อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G

  • mobile phone
  • PDA (Personal Digital Assistant )
  • Laptop
  • Palmtop
  • PC (Personal Computer)

เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารไร้สาย ยุค 2.75G

ทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารไร้สาย ยุค 2.75G

เป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution)

EDGE นั้นถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS และถูกเรียกกันว่าเทคโนโลยียุค 2.75 G (อย่างไม่เป็นทางการ)

เป็นทางเลือกก่อนก้าวเข้าสู่ยุค 3G อย่างต่อเนื่อง และคุ้มค่า

ความเร็วการส่งผ่านข้อมูลโดยประมาณของเทคโนโลยียุค 2.75G

ความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดประมาณ 384 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps) และมีความเร็วในการใช้งานจริงประมาณ
80-100 กิโลบิตต่อวินาที (ความเร็วในการใช้งานจริงจะลดลงไปค่อนข้างมาก เนื่องจากระหว่างใช้งาน ระบบต้องแบ่ง

ช่องสัญญาณบางส่วน ไปใช้งานทางด้านเสียงด้วย)

เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารไร้สาย ยุค 2.5G

ยุค 2.5G หลังจากนั้น ก็เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่าง 2G และ 3G … ซึ่ง2.5G นี้ เป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS

(General Packet Radio Service) นั่นเอง ซึ่งตามหลักการแล้ว …เทคโนโลยี GPRS นี้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 Kbps เลยทีเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ ความเร็วของ GPRS จะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้น

สรุป

  • กรสื่อสารไร้สายยุค 2.5G ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีในระดับ 2G แต่มีประสิทธิ-ภาพด้อยกว่ามาตรฐานการสื่อสารไร้สายยุค 3G
  • โดยเทคโนโลยีในยุค 2.5G สามารถให้บริการรับส่งข้อมูลแบบแพคเก็ตที่ความเร็วระดับ 20 40 Kbps
  • สำหรับเทคโนโลยี 2.5G ที่มีใช้อยู่ตอนนี้ก็คือ
    -GPRS : (General Packet Radio Service) นับเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายในระดับ 2.5G

เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาร ยุค 2G

เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาร ยุค 2G

ยุค 2G จะ เปลี่ยนจากการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุแบบอะนาล็อกมาเป็นการเข้ารหัส Digital ส่งทางคลื่น Microwave

ซึ่งในยุคนี้เอง เป็นยุคที่เริ่มทำให้เราเริ่มที่จะสามารถใช้งานทางด้าน Data ได้ นอกเหนือจากการใช้งาน Voice เพียงอย่างเดียว
ในยุค 2G นี้ … เราสามารถ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการกำหนดเส้นทางการเชื่อมกับสถานีฐาน หรือที่เรียกว่า cell site และก่อให้เกิดระบบGSM (Global System for Mobilization) (ไม่ใช่ชื่อผู้ให้บริการนะครับ) ซึ่งทำให้เราสามารถถือโทรศัพท์เครื่องเดียวไปใช้ได้เกือบทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Roaming

สรุป

  • เป็นยุคที่พัฒนาต่อมาโดยการเข้ารหัสสัญญาณเสียง โดยบีบอัดสัญญาณเสียงในรูปแบบดิจิตอล
  • การติดต่อจากสถานีลูก หรือตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีเบส ใช้วิธีการสองแบบคือ
    TDMA -Time Division Multiple Access คือการแบ่งช่องเวลาออกเป็นช่องเล็ก ๆ และแบ่งกันใช้ ทำให้ใช้ช่องสัญญาณความถี่วิทยุได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมาก
    CDMA – Code Division Multiple Access เป็นการแบ่งการเข้าถึงตามการเข้ารหัส และการถอดรหัสโดยใส่แอดเดรสหมือน IP
  • ในยุค 2G จึงเป็นการรับส่งสัญญาณโทรศัพท์แบบดิจิตอลหมดแล้ว

เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารไร้สาย ยุค 1G

ยุค 1G

เป็นยุคที่ใช้ระบบอะนาล็อก คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่รองรับการส่งผ่านข้อมูล

ใดๆทั้งสิ้นซึ่งนั่นก็หมายความว่าสามารถใช้งานทางด้าน Voice ได้อย่างเดียว คือ โทรออก-รับสาย

เท่านั้นไม่มีการรองรับการใช้งานด้าน Data ใดๆ ทั้งสิ้น .. แม้แต่การรับ-ส่ง SMS ก็ยังทำไม่ได้ใน

ยุค 1G แต่จริงๆแล้ว … ในยุคนั้น ผู้บริโภคก็ยังไม่มีความต้องการในการใช้งานอื่นๆ นอกจากเสียง (Voice)

อยู่แล้วโดยปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัดมาก และจะพบว่าผู้ใช้มักจะเป็นนักธุกิจที่

มีรายได้สูงเสียส่วนใหญ่

ยุค 2 G

สรุป

  • เป็นยุคแรกของการพัฒนาระบบโทรศัพท์แบบเซลลูลาร์
  • วิธีการมอดูเลตสัญญาณอะนาล็อกเข้าช่องสื่อสารโดยใช้การแบ่งความถี่ออกมาเป็นช่องเล็ก ๆ
    ด้วยวิธีการนี้มีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนช่องสัญญาณ และการใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • ติดขัดเรื่องการขยายจำนวนเลขหมาย และการขยายแถบความถี่
  • โทรศัพท์เซลลูลาร์ยังมีขนาดใหญ่ ใช้กำลังงานไฟฟ้ามาก
  • ในภายหลังจึงเปลี่ยนมา
ทรูมูฟ เอช ร่วมกับ WBA และซิสโก้ เปิดให้ทดสอบ Next Generation Hotspot (Hotspot 2.0) ครั้งแรกในเอเชีย

, , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

กรุงเทพฯ 14 กุมภาพันธ์ 2555 - ทรูมูฟ เอช ผู้นำบริการ WiFi และ 3G สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศ ประกาศความร่วมมือกับ สมาพันธ์ WBA (Wireless Broadband Alliance) และซิสโก้ นำ Next Generation Hotspot (Hotspot 2.0) มาเปิดให้ลูกค้าทดลองสัมผัส เป็นครั้งแรกในเอเชีย โดย Next Generation Hotspot (Hotspot 2.0) เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีจาก WBA ที่ปรับปรุงการเชื่อมโยงสัญญาณระหว่าง WiFi และ 3G ได้อัตโนมัติ พร้อมความปลอดภัยของข้อมูลสูง ผู้สนใจสามารถทดลองใช้บริการได้ ณ ทรูช้อป สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 และทรูช้อป สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2555

นายสุพจน์ มหพันธ์ ผู้อำนวยการ ด้านธุรกิจบริการระหว่างประเทศ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เทคโนโลยี Next Generation Hotspot (Hotspot 2.0) เกิดจากความร่วมมือของสมาชิกสมาพันธ์ WBA ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการโซลูชั่นเครือข่าย และผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารชั้นแนวหน้า ที่ออกแบบขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้าในการใช้งานโมบายล์ อินเทอร์เน็ต โดยจะเชื่อมโยงสัญญาณระหว่าง WiFi และ 3G อย่างอัตโนมัติ ทำให้สามารถออนไลน์ไร้สายได้ตลอดเวลา ราบรื่นไม่ติดขัดแม้ขณะปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงสัญญาณ อีกทั้งยังส่งผลให้มีพื้นที่บริการครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้กำลังทดสอบนวัตกรรมดังกล่าวในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ขณะที่ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ผ่านมา จะถูกนำไปเสนอในการประชุม GSMA World Congress ที่จะจัดขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ณ เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน

“ทรูมูฟ เอช ในฐานะสมาชิกสมาพันธ์ Wireless Broadband Alliance (WBA) และหนึ่งในคณะผู้บริหารของสมาพันธ์ ที่เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมทั้งเป็นผู้นำบริการ WiFi และ 3G เพียงรายเดียวของไทยที่มีส่วนร่วมในโครงการ Next Generation Hotspot (Hotspot 2.0) ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีบทบาทสำคัญในโครงการนำร่องทดสอบนวัตกรรมเทคโนโลยีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ของกลุ่มทรู ที่มุ่งมั่นเพิ่มความสะดวกสบาย ให้ใช้ชีวิตอิสระยิ่งขึ้นผ่านการเชื่อมโยงบรอดแบนด์ไร้สายอย่างราบรื่น และมีความปลอดภัยสูงในการรับส่งข้อมูล”

ดร. ธัชพล โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารไร้สายในปัจจุบัน และ WiFi ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์เชื่อมโยงไร้สายความเร็วสูง จากรายงานการประเมินผลของ Cisco Visual Networking Index ประจำปี 2554 คาดว่าจะมีเครื่องมือสื่อสารไร้สายมากกว่า 7.1 พันล้านเครื่องในปี 2558 ซึ่งเกือบจะเท่ากับจำนวนประชากร 7.2 พันล้านคนในปีเดียวกัน เรารู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สาย คือ สมาพันธ์ WBA (Wireless Broadband Alliance) และ ทรูมูฟ เอช ในการทดลองให้บริการเชื่อมโยงไร้สายความเร็วสูงที่สมบูรณ์แบบในประเทศไทย”

นายนนท์ อิงคุทานนท์ ผู้จัดการทั่วไป สายงานบริการบรอดแบนด์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จุดเด่นของเทคโนโลยี Next Generation Hotspot (Hotspot 2.0) คือเพิ่ม
ความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์เชื่อมโยงบรอดแบนด์ไร้สายผ่านซิมการ์ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับเทคโนโลยีนี้ ที่จะทำการเลือกโครงข่าย WiFi Hotspot ให้อัตโนมัติ ลูกค้าไม่ต้องจำ SSID (Service Set IDentifier) ไม่ว่าจะใช้งานที่ใดทั่วโลก และด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ระบบจะจดจำข้อมูลผู้ใช้ผ่านซิมการ์ด จึงล็อกอินใช้งานได้โดยไม่ต้องพิมพ์ Username และ Password

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังมั่นใจได้ว่าการใช้งานจะปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล เพราะเข้ารหัสการรับส่งข้อมูลด้วยระบบ WPA2-Enterprise (WiFi Protected Access 2) ที่นำคุณลักษณะในระบบเครือข่ายองค์กรแบบส่วนตัว (Private Enterprise Network) มาไว้ในระบบเครือข่ายฮอตสปอตสาธารณะ เพื่อลดการโจมตีจากภายนอกได้ เช่น การปลอมแปลง SSID เป็นชื่อเดียวกัน การเจาะดูข้อมูล และการบุกรุกเข้ามาในระบบ เป็นต้น โดยทรูมูฟ เอช ขอเชิญผู้สนใจทดลองสัมผัสประสบการณ์ดังกล่าวได้แล้วที่ทรูช้อป สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 และ ทรูช้อป สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 29 กุมภาพันธ์นี้”

ทั้งนี้ นวัตกรรมเทคโนโลยี Next Generation Hotspot (Hotspot 2.0) ยังมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการสื่อสารเคลื่อนที่ โดยจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถบริหารจัดการช่องทางของการรับส่งข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของกลุ่มทรู ที่ได้ร่วมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมบรอดแบนด์ไร้สายระดับโลก

วิธีเคลียร์ซับหมึก Canon MP150 , Canon MP160
1. ปิดเครื่อง
2. กดปุ่ม Stop/Reset ค้างไว้ และตามด้วยปุ่ม ON/OFF ค้างตาม
3. ในขณะที่ยังกดปุ่ม ON/OFF ค้างอยู่ ให้ปล่อยมือจากปุ่ม Stop/Reset
4. ยังกดปุ่ม ON/OFF ค้างอยู่ ให้กดปุ่ม Stop/Reset อีก 2 ครั้ง เสร็จแล้วปล่อยมือจากปุ่มทั้ง 2 ปุ่ม
5. ไฟสีเขียวจะกระพริบสักพักแล้วจะหยุด
6. เมื่อไฟกลายเป็นสีเขียวค้าง กดปุ่ม Stop/Reset 4 ครั้ง
7. กดปุ่ม ON/OFF เพื่อปิดปริ๊นท์เตอร์ (บางทีอาจต้องกด 2 ครั้ง เพื่อปิด)
8. เปิดปริ๊นท์เตอร์ ก็จะใช้งานได้ตามปกติ

MP190
1) เข้า SERVICE MODE. โดยกดปุ่ม Menu - Copy - Scan - Copy - Copy
2) เลือก TEST MODE.
3) เลือก [8] PRINTER TEST
4) เลือก 3. [EEPROM CLEAR]
5) เลือก 0. [INK COUNT]
6) กดปุ่ม [Set]
7) กดปุ่ม [Stop/Reset] จะกลับมาที่ข้อ 3) จากนั้นกด [ON/OFF]

Canon MP145 เคลียซับหมึกและ รีเซ็ท IP 1880
ตลับหมึก ดำเบอร์ 830 ตลับสี เบอร์ 831 สามารถใช้ตลับหมึก Canon เบอร์ 40 และ 41 ทดแทนได้ (มีความรู้สึกว่า ตลับหมึก เบอร์ 830 และ 831 ฟองน้ำในตลับหมึกไม่ค่อยเต็ม ครับ)
ขอขอบคุณผู้หวังดีท่านหนึ่ง ได้ทำการโพ้ส วิธีการ reset ตลับหมึก canon เบอร์ 40 และ 41 ที่ได้ปฏิบัติจริงจนสำเร็จ
ขอขอบคุณที่ได้นำมาแบ่งปันกัน บนเว็บบอร์ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แด่ท่านอื่นๆ ที่ต้องการแก้ปัญหาตรงนี้นะครับ

1 .โดยถอดปลั๊กไฟ AC ออก แล้วกดปุ่ม power บนเครื่องพิมพ์ค้างไว้ แล้วเสียบปลั๊ก
ปล่อยปุ่ม power กดปุ่ม power 1 ครั้ง เครื่องพิมพ์ก็เข้าสู่ service mode
2 .ก่อนที่จะ reset ให้เปิด status หรือ สถานะของเครื่องพิมพ์ขึ้นมาไว้ดูก่อน
3 .ให้ใช้เทปกาวปิดที่คอนแท็กแถวที่1 จากบนลงมา ที่ตลับ CL-41แล้วใส่เข้าไปในเครื่อง ปิดฝาครอบ รอ 5 วิ แล้วเปิดออก แล้วให้ถอดตลับ PG-40 ออก รอ 5 วิ ใส่เข้าไปใหม่
4 . ให้ปิดฝาครอบเครื่อง ปิดเครื่องพิมพ์แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง
5. เปิดฝาครอบ ถอดตลับหมึก ออก เอาเทปกาวที่ปิดไว้ออก แล้วใส่ตลับหมึกเข้าไปใหม่ (สถานะจะบอกว่าหมึกเต็ม)
7 .ปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่

ถ้าจะ reset หมึกสื canon CL-41 ก็ทำดังนี้คับ
1 .โดยถอดปลั๊กไฟ AC ออก แล้วกดปุ่ม power บนเครื่องพิมพ์ค้างไว้ แล้วเสียบปลั๊ก
ปล่อยปุ่ม power กดปุ่ม power 1 ครั้ง เครื่องพิมพ์ก็เข้าสู่ service mode
2 .ก่อนที่จะ reset ให้เปิด status หรือ สถานะของเครื่องพิมพ์ขึ้นมาไว้ดูก่อน
3 .ให้ใช้เทปกาวปิดที่คอนแท็กแถวที่1 จากบนลงมา ที่ตลับ PG-40 แล้วใส่เข้าไปในเครื่อง ปิดฝาครอบ รอ 5 วิ แล้วเปิดออก แล้วให้ถอดตลับ CL-41 ออก รอ 5 วิ ใส่เข้าไปใหม่
4 . ให้ปิดฝาครอบเครื่อง ปิดเครื่องพิมพ์แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง
5. เปิดฝาครอบ ถอดตลับหมึก ออก เอาเทปกาวที่ปิดไว้ออก แล้วใส่ตลับหมึกเข้าไปใหม่ (สถานะจะบอกว่าหมึกเต็ม)
6 .ปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่
จ้า....(ลองทำแล้วด้วยตัวเองคับไม่มีปัญหาสามารถทำได้เรือยๆ หลังจากเติมหมึกแล้ว)



จำนวนผู้ชม

คน